ข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ใช้เป็นตัวชี้วัดปลายทางของงานวิจัยได้แค่ไหน
เงื่อนไขที่ทำให้ข้อมูลการนอนและความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจใช้ในการศึกษานำร่องได้ พร้อมข้อจำกัดด้านการตรวจสอบความแม่นยำและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
นพ.บรรลือ กองไชย

แหวนและนาฬิกาอัจฉริยะเก็บข้อมูลการนอน อัตราการเต้นหัวใจขณะพัก และความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจ (HRV) ได้ทุกคืนโดยผู้ใช้แทบไม่ต้องทำอะไร ข้อมูลต่อเนื่องแบบนี้น่าสนใจมากสำหรับงานวิจัยด้านการมีอายุยืน คำถามคือจะใช้เป็น ตัวชี้วัดปลายทาง (endpoint) ได้แค่ไหน
1. กรอบคิด V3: ตรวจสอบ 3 ชั้นก่อนใช้
กรอบ V3 (Goldsack และคณะ, 2020) แบ่งการประเมินอุปกรณ์ดิจิทัลเป็น 3 ชั้น
- Verification: เซนเซอร์วัดสัญญาณดิบได้ถูกต้องและเสถียรหรือไม่ ทดสอบในห้องปฏิบัติการ
- Analytical validation: อัลกอริทึมแปลงสัญญาณเป็นค่าที่ต้องการ เช่น ระยะการนอน ได้ใกล้เคียงวิธีมาตรฐาน (polysomnography หรือ ECG) แค่ไหน
- Clinical validation: ค่าที่ได้สะท้อนภาวะทางคลินิกที่สนใจในกลุ่มประชากรเป้าหมายจริงหรือไม่
อุปกรณ์ผู้บริโภคจำนวนมากผ่านชั้นที่ 1–2 ในระดับหนึ่ง แต่ชั้นที่ 3 มักยังไม่มีข้อมูลสำหรับคำถามวิจัยเฉพาะ
2. แนวทางของหน่วยงานกำกับดูแล
องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (US FDA) ออกแนวทางฉบับสมบูรณ์ “Digital Health Technologies for Remote Data Acquisition in Clinical Investigations” เมื่อเดือนธันวาคม 2023 โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
- ต้องแสดงว่าอุปกรณ์ เหมาะกับวัตถุประสงค์ (fit-for-purpose) รวมถึงสเปกทางเทคนิคและสมรรถนะ
- ต้อง ตรวจสอบและยืนยันความถูกต้อง เทียบกับการวัดอ้างอิง และพิจารณาความต่างระหว่างรุ่นหรือยี่ห้อ รวมถึงความต่างระหว่างการวัดที่บ้านกับในคลินิก
- ต้องประเมิน การใช้งานจริงของผู้เข้าร่วม และเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัยตามแผนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
- ไม่ควรคัดผู้เข้าร่วมออกเพียงเพราะไม่มีอุปกรณ์ ผู้วิจัยควรจัดหาให้
3. ค่าที่ใช้ได้ดีในการศึกษานำร่อง
- ระยะเวลานอนรวมและความสม่ำเสมอของเวลานอน: อุปกรณ์หลายรุ่นวัดได้ใกล้เคียงวิธีมาตรฐาน แต่การแยกระยะการนอนย่อยยังคลาดเคลื่อนมากกว่า
- อัตราการเต้นหัวใจขณะพักและ HRV ช่วงกลางคืน: เหมาะกับการดูแนวโน้ม ภายในบุคคลเดียวกัน มากกว่าการเทียบค่าสัมบูรณ์ระหว่างคน
- จำนวนก้าวและระดับกิจกรรม: มีหลักฐานความสัมพันธ์กับผลลัพธ์สุขภาพในระดับประชากร
4. เงื่อนไขที่ทำให้ใช้ได้
- ใช้ อุปกรณ์รุ่นเดียวกันและเวอร์ชันซอฟต์แวร์คงที่ ตลอดการศึกษา หรือบันทึกการเปลี่ยนแปลงไว้
- กำหนด ช่วงอ้างอิงก่อนเริ่มการแทรกแซง (baseline) อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์
- กำหนดล่วงหน้าว่าจะจัดการ ข้อมูลที่ขาดหาย อย่างไร เช่น คืนที่ไม่ได้สวมอุปกรณ์
- ใช้เป็น ตัวชี้วัดรองหรือตัวชี้วัดเชิงสำรวจ ในการศึกษานำร่อง ก่อนจะยกเป็นตัวชี้วัดหลัก
5. กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย
ข้อมูลสุขภาพจัดเป็น ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (มาตรา 26) การเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลจึงต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย สำหรับงานวิจัยควรพิจารณาสิ่งต่อไปนี้
- แจ้งชัดเจนว่าเก็บข้อมูลอะไร จากอุปกรณ์ใด เก็บนานเท่าไร และใครเข้าถึงได้
- เมื่อข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มของผู้ผลิตอุปกรณ์ในต่างประเทศ ต้องพิจารณาการโอนข้อมูลข้ามพรมแดน
- แยกตัวระบุบุคคลออกจากข้อมูลวิเคราะห์ (pseudonymization) และจำกัดสิทธิ์การเข้าถึง
- ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ก่อนเริ่มเก็บข้อมูล
6. สรุป
ข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ ใช้ได้ เป็นตัวชี้วัดในงานวิจัยนำร่อง โดยเฉพาะการดูแนวโน้มภายในบุคคล ถ้าออกแบบให้ผ่านการตรวจสอบตามกรอบ V3 ควบคุมรุ่นอุปกรณ์ และวางระบบคุ้มครองข้อมูลตั้งแต่ต้น แต่ยังไม่ควรใช้แทนการวัดมาตรฐานทางคลินิก และการตีความรายบุคคลควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์
เอกสารอ้างอิง
- Goldsack JC, et al. Verification, analytical validation, and clinical validation (V3): the foundation of determining fit-for-purpose for Biometric Monitoring Technologies (BioMeTs). npj Digital Medicine 2020;3:55. doi:10.1038/s41746-020-0260-4
- U.S. Food and Drug Administration. Digital Health Technologies for Remote Data Acquisition in Clinical Investigations: Guidance for Industry, Investigators, and Other Stakeholders. ธันวาคม 2023.
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562